พระบรมรูปทรงม้า - วิกิพีเดีย ›

   พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า ตั้งอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส ด้วยฝีมือนายช่างชาวฝรั่งเศส บริษัท ซุซเซอร์ เฟรสฟอร์เดอร์ ในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450

#พระบรมรูปทรงม้า

#King Chulalongkorn

#พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

#รัชกาลที่ 5

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสาร ร.5 มรดกทรงจำ

ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเอกสารร.5มรดกทรงจำ

ยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียนเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของรัชกาลที่ 5 เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกปี 2552 เป็นเอกสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสยาม รวมพระอัจริยภาพทุกด้านที่ทรงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงส่งเสริมให้สยามอยู่ได้อย่างสงบ

คุณหญิงแม้นมาส ชวลิต ประธานคณะกรรมการว่าด้วยแผนงานมรดกความทรงจำโลก ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ประเทศไทย แถลงว่า การประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาระหว่างประเทศของโครงการมรดกความทรงจำแห่งโลก ที่ประเทศบาร์เบโดส ระหว่างวันที่ 29-31 กรกฎาคม มีมติเอกฉันท์ให้ขึ้นทะเบียนเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสยาม เป็นมรดกความทรงจำโลก ซึ่งเอกสารดังกล่าวประกอบด้วยเอกสารการเลิกทาสและเอกสารอื่นที่แสดงให้เห็นถึงนโยบายและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งเสริมให้กรุงสยาม ดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศสามารถอยู่ในความสงบได้อย่างดี โดยเป็นเอกสารต้นฉบับทั้งหมด 8 แสนหน้า ปัจจุบันจัดเก็บไว้ที่หอสมุดแห่งชาติและหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

คุณหญิงแม้นมาส กล่าวด้วยว่า ได้จัดทำเอกสารนำเสนอคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ 8 กลุ่มด้วยกันคือ 1.เลิกทาส และจัดระบบการศึกษาแบบใหม่ 2.ระบบการสาธารณสุข 3.ปรับปรุงการสาธารณูปโภค 4. รถไฟ 5.จัดระบบบริหารราชการ 6.ปรับปรุงระบบเศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้ 7.จัดระบบการประปา ไฟฟ้าให้ไปได้ทั่วถึง 8.พระราชนิพนธ์และวรรณกรรม เช่น พระราชนิพนธ์ไกลบ้าน เงาะป่า

"เมื่อยูเนสโกรับรองขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำโลกแล้ว มีข้อผูกพันต้องเก็บเป็นอย่างดี หากมีสภาพทรุดโทรมต้องดูแลรักษา และต้องเผยแพร่ให้เอกสารออกไปสู่ประชาชนและโลก"คุณหญิงแม้นมาส กล่าว

ด้านนางศรีวิการ์ เมฆธวัชชัยกุล รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการว่าด้วยแผนงานมรดกความทรงจำโลก ของคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ประเทศไทย กล่าวว่า นำเสนอที่ประชุมใหญ่คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยยูเนสโก ประเทศไทยที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน พิจารณาจัดนิทรรศการเฉลิมฉลอง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการฯ ที่เน้นความเป็นไทย

เอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นเอกสารของประเทศไทยชิ้นที่ 2 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก ภายหลังจากที่ยูเนสโกได้ประกาศให้ศิลาจารึกหลักที่ 1 ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2546 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับประกาศเป็นบุคคลสำคัญแห่งโลกที่ยูเนสโกร่วมเฉลิมฉลองเมื่อปี 2544

#พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

#รัชกาลที่ 5

#King Chulalongkorn

พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า ตั้งอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส ด้วยฝีมือนายช่างชาวฝรั่งเศส บริษัท ซุซเซอร์ เฟรสฟอร์เดอร์ ในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450
พระองค์เสด็จประทับ ให้ช่างปั้นชื่อ จอร์จ เซาโล ปั้น เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2450 พระบรมรูปสำเร็จเรียบร้อยส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2451 อันเป็น เวลาพอดีกับงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ 40 ปี เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าขึ้นประดิษฐานบนแท่นรองหน้าพระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง
พระบรมรูปทรงม้าสร้างขึ้นด้วยเงินที่ประชาชนได้เรี่ยไรสมทบทุน ส่วนเงินที่เหลือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้นำไปสร้างมหาวิทยาลัยขึ้น มีนามตามพระปรมาภิไธยว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สำหรับองค์พระบรมรูปทรงม้านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปทำการตกลงและเลือกชนิดโลหะด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังเสด็จไปประทับเป็นแบบให้นายช่างปั้นหุ่น ขณะเสด็จประทับอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งพระรูปมีขนาดโตเท่าพระองค์จริง เสด็จประทับอยู่บนหลังม้าพระที่นั่ง โดยม้าพระที่นั่งนั้นมิใช่ปั้นจากแบบม้าพระที่นั่งจริง แต่เป็นม้าที่บริษัทได้ปั้นเป็นแบบเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พระบรมรูปทรงม้าหล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ ยึดติดกับแท่นทองบรอนซ์ เป็นที่ม้ายืน หนาประมาณ 25 เซนติเมตร ประดิษฐานบนแท่นรอง ทำด้วยหินอ่อน สูง 6 เมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 5 เมตร ห่างจากฐานของแท่นออกมา มีโซ่ขึงล้อมรอบกว้าง 9 เมตร ยาว 11 เมตร ตรงฐานด้านขวามีอักษรโรมัน ภาษาฝรั่งเศสจารึกชื่อช่างปั้นและช่างหล่อชาวไว้ว่า C.MASSON SEULP 1980 และ G.Paupg Statuare และด้านซ้ายเป็นชื่อบริษัทที่ทำการหล่อพระบรมรูปทรงม้าว่า SUSSF Fres FONDEURS. PARIS สำหรับแท่นศิลาอ่อนด้านหน้า มีแผ่นโลหะจารึกอักษรไทย ติดประดับแสดงพระบรมราชประวัติและพระเกียรติคุณ ลงท้ายด้วยคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ยืนนาน

พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ พระบรมรูปทรงม้า ตั้งอยู่ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า สร้างขึ้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยนำแบบอย่างมาจากพระบรมรูปของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14แห่งฝรั่งเศส ที่กรุงปารีส ด้วยฝีมือนายช่างชาวฝรั่งเศส บริษัท ซุซเซอร์ เฟรสฟอร์เดอร์ ในวโรกาส ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย่หัวเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2450

พระองค์เสด็จประทับ ให้ช่างปั้นชื่อ จอร์จ เซาโล ปั้น เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2450 พระบรมรูปสำเร็จเรียบร้อยส่งเข้ามาถึงกรุงเทพฯ เมื่อ วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน 2451 อันเป็น เวลาพอดีกับงานพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เนื่องในโอกาสเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ 40 ปี เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้าขึ้นประดิษฐานบนแท่นรองหน้าพระราชวังดุสิต โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดด้วยพระองค์เอง

พระบรมรูปทรงม้าสร้างขึ้นด้วยเงินที่ประชาชนได้เรี่ยไรสมทบทุน ส่วนเงินที่เหลือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้นำไปสร้างมหาวิทยาลัยขึ้น มีนามตามพระปรมาภิไธยว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับองค์พระบรมรูปทรงม้านั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จไปทำการตกลงและเลือกชนิดโลหะด้วยพระองค์เอง อีกทั้งยังเสด็จไปประทับเป็นแบบให้นายช่างปั้นหุ่น ขณะเสด็จประทับอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งพระรูปมีขนาดโตเท่าพระองค์จริง เสด็จประทับอยู่บนหลังม้าพระที่นั่ง โดยม้าพระที่นั่งนั้นมิใช่ปั้นจากแบบม้าพระที่นั่งจริง แต่เป็นม้าที่บริษัทได้ปั้นเป็นแบบเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พระบรมรูปทรงม้าหล่อด้วยโลหะทองบรอนซ์ ยึดติดกับแท่นทองบรอนซ์ เป็นที่ม้ายืน หนาประมาณ 25 เซนติเมตร ประดิษฐานบนแท่นรอง ทำด้วยหินอ่อน สูง 6 เมตร กว้าง 2 เมตร ยาว 5 เมตร ห่างจากฐานของแท่นออกมา มีโซ่ขึงล้อมรอบกว้าง 9 เมตร ยาว 11 เมตร ตรงฐานด้านขวามีอักษรโรมัน ภาษาฝรั่งเศสจารึกชื่อช่างปั้นและช่างหล่อชาวไว้ว่า C.MASSON SEULP 1980 และ G.Paupg Statuare และด้านซ้ายเป็นชื่อบริษัทที่ทำการหล่อพระบรมรูปทรงม้าว่า SUSSF Fres FONDEURS. PARIS สำหรับแท่นศิลาอ่อนด้านหน้า มีแผ่นโลหะจารึกอักษรไทย ติดประดับแสดงพระบรมราชประวัติและพระเกียรติคุณ ลงท้ายด้วยคำถวายพระพรให้ทรงดำรงราชสมบัติอยู่ยืนนาน

#พระบรมรูปทรงม้า

#พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

#รัชกาลที่ 5

wara-travel-les:

Steam Train Ride.

You can Travel by steam trains ride during all year in Thailand. These are 26th March, 12th August (Queen’s Birthday), 23rd October (Chulalongkorn Day) and 5th December (King’s Birthday).

2 notes

#Steam Train Ride

Phra Bat Somdet Phra Poraminthra Maha Chulalongkorn Phra Chunla Chom Klao Chao Yu Hua (Thai: พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), or Rama V (20 September 1853 – 23 October 1910) was the fifth monarch of Siam under the House of Chakri. He was known to the Siamese of his time as Phra Phuttha Chao Luang (พระพุทธเจ้าหลวง – The Royal Buddha). He is considered one of the greatest kings of Siam. His reign was characterized by the modernization of Siam, immense government and social reforms, and territorial cessions to the British Empire and French Indochina. As Siam was threatened by Western expansionism, Chulalongkorn, through his policies and acts, managed to save Siam from being colonized.[1] All his reforms were dedicated to Siam’s insurance of survival in the midst of Western colonialism, so that Chulalongkorn earned the epithet Phra Piya Maharat (พระปิยมหาราช – The Great Beloved King).

Phra Bat Somdet Phra Poraminthra Maha Chulalongkorn Phra Chunla Chom Klao Chao Yu Hua (Thaiพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว), or Rama V (20 September 1853 – 23 October 1910) was the fifth monarch of Siam under the House of Chakri. He was known to the Siamese of his time as Phra Phuttha Chao Luang (พระพุทธเจ้าหลวง – The Royal Buddha). He is considered one of the greatest kings of Siam. His reign was characterized by the modernization of Siam, immense government and social reforms, and territorial cessions to the British Empire and French Indochina. As Siam was threatened by Western expansionism, Chulalongkorn, through his policies and acts, managed to save Siam from being colonized.[1] All his reforms were dedicated to Siam’s insurance of survival in the midst of Western colonialism, so that Chulalongkorn earned the epithet Phra Piya Maharat (พระปิยมหาราช – The Great Beloved King).

#King Chulalongkorn

#พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

#รัชกาลที่ 5

ไกลบ้าน - วิกิพีเดีย ›

ไกลบ้าน เป็นพระราชนิพนธ์ลายพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2452 พระราชทานแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ผู้ซึ่งสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถในตำแหน่งเลขาธิการฝ่ายใน รวมจำนวน 43 ฉบับ เสด็จประพาสยุโรปเป็นระยะเวลา 225 วัน ทรงพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับพระราชภารกิจแต่ละวันนับตั้งแต่เสด็จลง เรือพระที่นั่งมหาจักรี ออกจากกรุงเทพมหานคร ผ่านประเทศต่าง ๆ โดยทางเรือและรถไฟตามลำดับ ได้แก่ ประเทศสิงคโปร์ อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ฝร้่งเศส อังกฤษ เบลเยียม เดนมาร์ก และประเทศนอร์เวย์

เป็นการเล่าทำนองการบันทึกจดหมายเหตุ หรือรายงานประจำวัน อีกทั้งมีเกร็ดความรู้เรื่องราวต่าง ๆ พร้อมทั้งเสนอแนวพระราชดำริและพระราชวินิจฉัยส่วนพระองค์ต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องระหว่างเสด็จประพาส สะท้อนให้เห็นทัศนคติ สภาพบ้านเมือง สังคม ชีวิตความเป็นอยู่ของบุคคลในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะทัศนียภาพ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ธรรมชาติ ตลอดจนความเจริญทางวิทยาการของนานาอารยประเทศ

#ไกลบ้าน

#พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

#รัชกาลที่ 5

#King Chulalongkorn

Damrong Rajanubhab

Prince Damrong Rajanubhab.jpg

  Ditsawarakuman Damrong Rajanubhab (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ; RTGS:Ditsawarakuman Damrong Rachanuphap) (21 June 1862 – 1 December 1943) was the founder of the modern Thai education system as well as the modern provincial administration. He was also an autodidact(self-taught) historian, and one of the most influential intellectuals of his time.

   Born as Phra Ong Chao Ditsawarakuman (พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร; “Prince Ditsawarakuman”), a son of KingMongkut with Consort Chum (เจ้าจอมมารดาชุ่ม; Chao Chom Manda Chum), a lesser royal wife; he initially learned Thai and Pali from private tutors, and English at the Royal School with Mr Francis George Patterson. At the age of 14, he received his formal education in a special palace school created by his half-brother, KingChulalongkorn. He was given posts in the royal administration at an early age, becoming the commander of the Royal Guards Regiment in 1880 at age 18, and after several years working in building army schools as well as modernizing the army in general. In 1887, he was appointed as Grand-officer to the army (commander-in-chief). At the same time he was chosen by the king to become the Minister of Education in his provisional cabinet. However, when King Chulalongkorn began his administrative reform programme in 1892, Prince Damrong was chosen to lead the Ministry of the North (Mahatthai), which was converted into the Ministry of the Interior in 1894.

   In his time as minister, he completely overhauled the provincial administration. Many minor provinces were merged into larger ones, the provincial governors lost most of their autonomy when the post was converted into one appointed and salaried by the ministry, and a new administrative division – the monthon (circle) covering several provinces – was created. Also, the formal education of administrative staff was introduced. Prince Damrong was among the most important advisors of the king, and considered second only to him in power.

Political climate in Siam (1855–1893)

    Legal traditions made little if any sense to foreigners. Nor did they have knowledge of the ancient political climate.Nor aware that the Bowring Treaty, which nearly all considered a significant advancement, had accomplished none of its objectives and had been set-back for the Siamese for the ensuing decades. Monthon reforms met with resistance, complicated by French interference in Siamese authority.

Foreign advisers

    Prince Damrong went in search of a European General Advisor for the king by way of the Suez Canal. In December 1891, during a lunch hosted by the British ambassador to Egypt, Damrong met Gustave Rolin-Jaequemyns, who had edited the first issue of Revue de Droit International et de Législation Comparée (“Review of International Law and Comparative Legislation”), which had appeared late 1868 with contributions from many noted scholars. Following a hasty correspondence with Bangkok, the prince was able to offer Rolin-Jaequemyns an annual salary of ₤3000. Among his successors were Edward Strobel, the first American Adviser in Foreign Affairs, followed with lesser titles by Jens Westengard, Eldon James and Francis B. Sayre. Strobel, Westengard, James and Sayre were all Harvard Law Professors.

Later years

  After the death of King Chulalongkorn in 1910, the relationship with his successor King Vajiravudh was less smooth. Prince Damrong finally resigned in 1915 from his post at the ministry, officially due to health problems, since otherwise the resignation would have looked like an affront against theabsolute monarch.

  During the brief reign of King Prajadhipok, the prince proposed that the king founded the Royal Institute, mainly to look after the National Library and the museums. He became the first President of the Royal Institute of Thailand. He was given the title Somdet Phra Chao Borommawong Thoe Krom Phraya Damrong Rajanubhab by King Prajadhipok in recognition to his works. This became the name by which he is generally known.

  In the following years Damrong worked as a self-educated historian, as well as writing books on Thai literature, culture and arts. Out of his works grew the National Library, as well as the National Museum.

  After the coup d’état of 1932 which ended the absolute monarchy in Thailand, he was exiled to Penang, (Malaysia). In 1942 he was allowed to return to Bangkok, where he died one year later.

  Prince Damrong is credited as the father of Thai history, the education system, the health system (the Ministry of Health was originally a department of the Ministry of the Interior) and the provincial administration. On the centenary of his birth in 1962, he became the first Thai to be included in theUNESCO list of the world’s most distinguished persons. On 28 November 2001, to honour the remarkable contributions the prince made to the country, the government declared that 1 December would thereafter be known as “Damrong Rajanupab Day”.

  His many descendants use the Royal surname Disakul.

Royal Monument of HRH Prince Ditsawarakuman, Prince Damrong Rajanubhab

Writings

Prince Damrong wrote countless books and articles, of which only a few are available in English translation

  •  Wars with the Burmese: Thai-Burmese Conflict 1539–1767, ISBN 974-7534-58-4
  • Journey through Burma in 1936: A View of the Culture, History and Institutions, ISBN 974-8358-85-2
  • "The Foundation of Ayuthia". Journal of the Siam Society (Siam Heritage Trust). JSS Vol. 1.0e (digital). 1904. Retrieved 1 August 2013.
  • Wright, Arnold (Digitized 2008) [1908]. Wright, Arnold; Breakspear, Oliver T, eds. Twentieth century impressions of Siam. London&c: Lloyds Greater Britain Publishing Company. Retrieved 28 January 2012. for which Prince Damrong offered advice and images

#Damrong Rajanubhab

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

 image 

   สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 – 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486) เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม เมื่อวันเสาร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 7 ปีจอ ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 พระองค์ยังทรงเป็นต้นราชสกุลดิศกุล

พระประวัติ

ประสูติ

  สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม ภายในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 พระองค์ได้รับพระราชทานพระนามจากสมเด็จพระบรมชนกนาถเมื่อวันสมโภชเดือน โดยมีรายละเอียดว่า

"สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามผู้พระบิดา ขอตั้งนามกุมารบุตรที่เกิดแต่ชุ่มเล็กเป็นมารดานั้น และซึ่งคลอดในวันเสาร์ แรม 9 ค่ำ เดือน 7 ปีจอจัตวาศกนั้น ว่าดังนี้ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร นาคนาม ขอจงเจริญชนมายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒนมงคลทุกประการ สิ้นกาลนานต่อไปเทอญ"

  ชาววังโดยทั่วไป เรียกกันว่า “พระองค์ดิศ” โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำเอานามของพระอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ โรจนดิศ) ซึ่งเป็นบิดาของเจ้าจอมมารดาชุ่มมาตั้งพระราชทาน เนื่องจากทรงพระราชดำริว่าท่านเป็นคนซื่อตรง

ทรงศึกษา

  พระองค์ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้นจากสำนักคุณแสงและคุณปาน ราชนิกุล ในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวงซึ่งมีมิสเตอร์ ฟรานซิส ยอร์ช แพตเตอร์สัน เป็นพระอาจารย์

  • พ.ศ. 2418 เมื่อมีพระชนม์ได้ 13 พรรษา ได้ผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดบวรนิเวศวิหาร
  • พ.ศ. 2420 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยตรีทหารมหาดเล็ก บังคับกองแตรวง พระชนมายุได้ 15 ปี

สิ้นพระชนม์

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2486 ที่วังวรดิศ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สิ้นพระชนม์ รวมพระชนม์มายุได้ 81 พรรษา

ได้ทรงประกอบพระกรณียกิจด้านต่าง ๆ และทรงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงขนาดตรัสชมว่า ทรงเป็นเสมือน “เพชรประดับพระมหาพิชัยมงกุฎ”

พระกรณียกิจ

  • พ.ศ. 2422 ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยโท ผู้บังคับการทหารม้า ในกรมทหารมหาดเล็กและในปีเดียวกันนี้ได้รับพระราชทานยศเป็น นายร้อยเอก ราชองค์รักษ์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระชนมายุได้ 17 ปี
  • พ.ศ. 2423 ได้รับพระราชทานยศเลื่อนเป็นนายพันตรี ผู้สนองพระบรมราชโองการ ว่าการกรมทหารมหาดเล็ก
  • พ.ศ. 2424 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปสังกัดกรมทหารปืนใหญ่ ซึ่งเรียกกันในสมัยนั้นว่า “กรมกองแก้วจินดา” ทรงจัดตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ
  • พ.ศ. 2425 ผนวชเป็นพระภิกษุ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เป็นพระ อุปัชฌาย์ และประทับจำพรรษาที่วัดนิเวศธรรมประวัติ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
  • พ.ศ. 2428 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารมหาดเล็ก และได้รับพระราชทานยศเป็นนายพันโท
  • พ.ศ. 2429 โปรดเกล้าฯ พระราชทานพระสุพรรณบัฎ และทรงประกาศแต่งตั้งให้ดำรงพระอิสริยยศ เป็น “กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ”
  • พ.ศ. 2430 โปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้บัญชาการทหารบก
  • พ.ศ. 2431 ได้รับพระราชทานยศเป็นนายพลตรี
  • พ.ศ. 2432 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากงานฝ่ายทหารไปปฏิบัติงานทางพลเรือน ทรงเป็นผู้กำกับ กรมธรรมการ
  • พ.ศ. 2433 โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรม ศึกษาธิการ
  • พ.ศ. 2435- 58 โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวงมหาดไทย
  • พ.ศ. 2442 โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศเป็น “กรมหลวงดำรงราชานุภาพ”
  • พ.ศ. 2454 โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระอิสริยยศ เป็น “กรมพระดำรงราชานุภาพ”
  • พ.ศ. 2458 ดำรงตำแหน่งนายกหอพระสมุดสำหรับ พระนคร
  • พ.ศ. 2466 ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร และเป็นนายพลเอก
  • พ.ศ. 2468 ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี
  • พ.ศ. 2469 ดำรงตำแหน่งนายก ราชบัณฑิตยสภา
  • พ.ศ. 2472 โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อน พระอิสริยยศเป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ”

 เครื่องราชอิสริยาภรณ์

 เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไทย

  •  Order of the Royal House of Chakri (Thailand) ribbon.JPG เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ (ม.จ.ก)
  • Order of the Nine Gems.JPG เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ (น.ร.)
  • Order of Chula Chom Klao - Special Class (Thailand) ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นที่ 1 ปฐมจุลจอมเกล้าวิเศษ (ป.จ.ว.)
  • Ratana Varabhorn Order of Merit ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์รัตนวราภรณ์ (ร.ว.)
  • Order of the White Elephant - Special Class (Thailand) ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นสูงสุด มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)
  • Order of the Crown of Thailand - Special Class (Thailand) ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสูงสุด มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม)
  • Dushdi Mala - Military (Thailand).png เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา (ร.ด.ม. (ศ))
  • King Rama IV Royal Cypher Medal (Thailand) ribbon.png  เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 4 ชั้นที่ 2 (ม.ป.ร.2)
  • King Rama V Royal Cypher Medal (Thailand) ribbon.png เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 5 ชั้นที่ 1 (จ.ป.ร.1)
  • King Rama VI Royal Cypher Medal (Thailand) ribbon.png เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 1 (ว.ป.ร.1)
  • King Rama VII Royal Cypher Medal (Thailand) ribbon.png เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 1 (ป.ป.ร.1)

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ

ประเทศ - เครื่องอิสริยาภรณ์

ธงชาติของจักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิรัสเซีย

  • Order of Alexander Nevsky 2010 ribbon.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์อเล็กซานเดอร์ เนฟสกี้ ชั้นที่ 1
  • Order of Saint Anne Ribbon.png เครื่องราชอิสริยาภรณ์เซนต์แอน ชั้นที่ 1

 ราชอาณาจักรปรัสเซีย

  • PRU Roter Adlerorden BAR.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์นกอินทรีแดง ชั้นที่ 1

ธงชาติของราชอาณาจักรอิตาลี ราชอาณาจักรอิตาลี

  • Cavaliere di gran Croce Regno SSML BAR.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์มอรีสแอนด์ลัสรัส ชั้นที่ 1
  • Cavaliere di Gran Croce OCI Kingdom BAR.svg เครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฏอิตาลี ชั้นที่ 1

(Cr. http://th.wikipedia.org)

#สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

in 1940’s

(via dianalandia)

369 notes

#Bones

#1940's

Page 1 of 487

1

2

3

4

5

Next ›